Environmental

มิติสิ่งแวดล้อม

บริษัทส่งเสริมการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการพลังงาน การจัดการสภาพภูมิอากาศ

และการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1–3

พร้อมทั้งส่งเสริมการรีไซเคิลในองค์กร

เป้าหมายและผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม

การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

          บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดทั้งความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจสำหรับธุรกิจประกันวินาศภัย โดยอาจส่งผลกระทบต่อการรับประกันภัย การบริหารสินไหมทดแทน การกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย การบริหารเงินกองทุน การประกันภัยต่อ การลงทุน การดำเนินงานภายในองค์กร ตลอดจนความสามารถในการให้บริการและดูแลลูกค้าในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ

           ความถี่และความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น อาทิ อุทกภัย พายุ ฝนตกหนัก ลูกเห็บ คลื่นความร้อน แผ่นดินไหว และสภาพอากาศที่แปรปรวน อาจส่งผลให้จำนวนและมูลค่าค่าสินไหมทดแทนเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การบังคับใช้กฎหมายและกฎเกณฑ์ด้านสภาพภูมิอากาศ ภาษีคาร์บอน มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัท ลูกค้า คู่ค้า และพอร์ตการลงทุนของบริษัท

           เพื่อให้สามารถบริหารจัดการผลกระทบดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงดำเนินการเปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยอ้างอิงกรอบการรายงานของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) ครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การกำกับดูแล (Governance) กลยุทธ์ (Strategy) การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) และตัวชี้วัดและเป้าหมาย (Metrics and Targets) เพื่อสะท้อนแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาวอย่างโปร่งใสและเป็นระบบ.


          แผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ Climate Transition Plan บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) มุ่งบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานและห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติ เป้าหมายระยะยาว: มุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 โดยให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริงก่อน และจัดการเฉพาะการปล่อยคงเหลือที่ไม่สามารถลดได้ด้วยแนวทางที่มีความน่าเชื่อถือ

          สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคงเหลือที่ไม่สามารถลดได้เพิ่มเติม บริษัทมีแผนใช้ Carbon Offsets และ/หรือ Carbon Removal ที่มีมาตรฐานและได้รับการรับรองในระดับสากล เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยคาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1,848.25 tCO₂e (90%) จากปีฐาน 2025 และจัดการการปล่อยคงเหลือประมาณ 205.36 tCO₂e ผ่านคาร์บอนเครดิต โครงการปลูกและฟื้นฟูป่า หรือโครงการกำจัดก๊าซเรือนกระจกที่มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของบริษัทเท่ากับศูนย์ในปี 2050.

เป้าหมายตามช่วงเวลา

ปีปริมาณ GHG (tCO₂e/ปี)ลดลงจากปีฐาน (tCO₂e)ลดลงจากปีฐาน (%)
20252,053.61
20301,589.04464.5722.6%
2035952.761,100.8553.6%
2040571.251,482.3672.2%
2045342.511,711.1083.3%
2050205.361,848.2590.0%
Net Zero 20500Net Zero

มาตรการขับเคลื่อนแผนการเปลี่ยนผ่าน

บริษัทขับเคลื่อนแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศผ่าน 6 แนวทางสำคัญ ดังนี้

1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน

  • ติดตั้ง Solar Rooftop ในอาคารที่เหมาะสม
  • ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าต่อพนักงานไม่น้อยกว่า 15% ภายในปี 2030
  • ลดการใช้เชื้อเพลิงยานพาหนะของบริษัท 20% ภายในปี 2030
  • ลดการใช้กระดาษ 30% ภายในปี 2030
  • เพิ่มอัตราการรีไซเคิลของเสียเป็นไม่น้อยกว่า 30% ภายในปี 2030

2. นำความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการรับประกันภัย

  • ประเมิน Climate Risk สำหรับความเสี่ยงทรัพย์สินขนาดใหญ่ 100% ภายในปี 2030
  • ขยายการใช้ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและภัยธรรมชาติในการพิจารณารับประกันภัยทุกสายงานที่เกี่ยวข้อง

3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่สนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

  • เพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับ EV พลังงานหมุนเวียน และ Climate Solutions อย่างต่อเนื่อง
  • ตั้งเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นภายในปี 2030

4. พัฒนาการบริหารสินไหมอย่างยั่งยืน

  • เพิ่มสัดส่วน Digital Claims
  • ลดการใช้เอกสารกระดาษในกระบวนการสินไหม 30% ภายในปี 2030
  • ส่งเสริมการสำรวจความเสียหายทางไกล (Remote Survey) เพื่อลดการเดินทางและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

5. บูรณาการปัจจัย Climate และ ESG ในการลงทุนและบริหารคู่ค้า

  • ประเมินความเสี่ยงด้าน ESG และ Climate สำหรับสินทรัพย์ลงทุนใหม่ 
  • เพิ่มสัดส่วนคู่ค้าหลักที่ผ่านการประเมินด้านความยั่งยืน 80% ภายในปี 2040
  • ส่งเสริมการลงทุนที่สนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

6. เสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

  • ดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Scenario Analysis) และการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Testing) อย่างสม่ำเสมอ
  • ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยงภัยธรรมชาติในพื้นที่เสี่ยงสูง 
  • สนับสนุนการให้ข้อมูลและคำแนะนำด้านการป้องกันความเสียหายแก่ลูกค้าในพื้นที่เสี่ยง

การติดตามผล

บริษัทติดตามความก้าวหน้าของแผนผ่านตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่

  • ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1, 2 และ 3
  • สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน
  • ปริมาณการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิง
  • ปริมาณการใช้กระดาษและอัตราการรีไซเคิล
  • จำนวนผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับ Climate Solutions
  • สัดส่วนพอร์ตประกันภัยที่ผ่านการประเมิน Climate Risk
  • สัดส่วนการลงทุนที่ผ่านเกณฑ์ ESG/Climate
  • สัดส่วนคู่ค้าที่ได้รับการประเมินด้านความยั่งยืน

เป้าหมายการดำเนินงาน (Operational Targets)

  1. บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 และ บรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี 2050

  2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 ไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี โดยอ้างอิงจากปีฐาน 2024

  3. เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดทั่วทั้งการดำเนินงานของบริษัท

  4. เสริมสร้างขีดความสามารถในการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Assessment) และปรับปรุงแนวทางการพิจารณารับประกันภัย (Underwriting Guidelines) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นใหม่

  5. สนับสนุนการบูรณาการประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่การดำเนินธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และกระบวนการตัดสินใจขององค์กร อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ.

1. การกำกับดูแล

           บริษัทกำหนดให้การกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการกำกับดูแลด้านความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยงองค์กร โดยมีคณะกรรมการบริษัทเป็นผู้กำกับดูแลภาพรวมด้านนโยบาย กลยุทธ์ เป้าหมาย และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง รับผิดชอบ และสร้างคุณค่าในระยะยาว

         บริษัท มีคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบาย กลยุทธ์ แผนงาน เป้าหมาย ตัวชี้วัด และผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล รวมถึงการติดตามประเด็นสาระสำคัญ ความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ และการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัท

          ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริหารจัดการความเสี่ยง มีบทบาทในการกำกับดูแลให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศถูกบูรณาการเข้ากับระบบบริหารความเสี่ยงองค์กร ครอบคลุมการกำหนด Risk Appetite, Risk Tolerance, Risk Limit, Stress Test, Business Continuity Plan, การบริหารเงินกองทุน และการบริหารประกันภัยต่อ เพื่อให้ระดับความเสี่ยงอยู่ในขอบเขตที่บริษัทยอมรับได้

โครงสร้างการกำกับดูแลด้านสภาพภูมิอากาศ

ระดับการกำกับดูแล 
บทบาทและความรับผิดชอบ 

คณะกรรมการบริษัท 

กำหนดทิศทาง นโยบาย และเป้าหมายด้านความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศ กำกับดูแลให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและรับผิดชอบ 

คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

กำกับดูแลกลยุทธ์ ESG ประเด็นสาระสำคัญ เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน 

คณะกรรมการบริหารจัดการความเสี่ยง 

กำกับดูแลการบูรณาการ Climate Risk เข้ากับ ERM, Risk Appetite, Stress Test, BCP, Capital Adequacy และ Reinsurance โดยผู้มีหน้าที่ดูแลเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ คุณสมเกียรติ ศิริชาติไชย ตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการความเสี่ยง

คณะกรรมการตรวจสอบ 

ดูแลความถูกต้องของข้อมูล ระบบควบคุมภายใน และความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ใช้ในการเปิดเผย 

ฝ่ายบริหาร 

แปลงนโยบายและกลยุทธ์สู่แผนปฏิบัติการด้านธุรกิจ การรับประกันภัย การลงทุน การจัดการสินไหม และการดำเนินงานภายใน 

คณะทำงาน E / S / G 

ดำเนินงานตามแผนรายมิติ ติดตามผล และรายงานความคืบหน้าต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง 

ส่วนบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน 

ประสานงาน ให้คำแนะนำ รวบรวมข้อมูล ติดตามผล และสนับสนุนการจัดทำรายงานความยั่งยืน 

          บริษัท ใช้แนวคิด Three Lines of Defense ในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยหน่วยงานธุรกิจและเจ้าของความเสี่ยงเป็นผู้ระบุและบริหารความเสี่ยงในกระบวนการทำงานประจำวัน หน่วยงานบริหารความเสี่ยง กำกับดูแล และความยั่งยืนทำหน้าที่กำหนดกรอบ ควบคุม และติดตาม ส่วนหน่วยงานตรวจสอบภายในทำหน้าที่ให้ความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพของระบบควบคุมภายใน          

2. กลยุทธ์

          บริษัทกำหนดแนวทาง Climate Change Risk to Strategy โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นทั้ง“ความเสี่ยง” และ “โอกาส” ต่อธุรกิจประกันวินาศภัย ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อค่าสินไหม อัตราเบี้ยประกันภัย การตั้งสำรอง การบริหารประกันภัยต่อ พอร์ตลงทุน และต้นทุนการดำเนินงาน ในขณะเดียวกัน ความตระหนักของประชาชนและภาคธุรกิจต่อภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ยังเป็นโอกาสให้บริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าและสังคม

          บริษัทตั้งเป้าหมายระยะยาวในการมุ่งสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2030 และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 สอดคล้องกับทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พร้อมกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงาน น้ำ น้ำมัน กระดาษ ขยะ และการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อม

ความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ
ประเภท 
รายละเอียด 
ผลกระทบต่อธุรกิจ 
แนวทางเชิงกลยุทธ์ 

Physical Risk 

น้ำท่วม พายุ ลูกเห็บ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และภัยธรรมชาติรุนแรง 

ค่าสินไหมเพิ่มขึ้น Loss Ratio สูงขึ้น ความเสี่ยงต่อทรัพย์สินลูกค้า สำนักงาน สาขา และคู่ค้า 

ใช้ Flood Risk Mapping, Catastrophe Model, Stress Test, Reinsurance และบริการให้คำแนะนำลูกค้า 

Transition Risk 

กฎหมายสภาพภูมิอากาศ ภาษีคาร์บอน มาตรฐาน ESG Disclosure เทคโนโลยีใหม่ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง 

ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพิ่มขึ้น ลูกค้าบางอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงสูงขึ้น พอร์ตลงทุนอาจได้รับผลกระทบ 

พัฒนา Responsible Investment, ESG Screening, Green Insurance และการประเมิน Transition Plan ของกิจการที่ลงทุน 

Liability Risk 

ความรับผิดหรือข้อพิพาทจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ หรือบริการประกันภัย 

ความเสี่ยงด้านสินไหม ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นของลูกค้า 

ทบทวนเงื่อนไขกรมธรรม์ การสื่อสารผลิตภัณฑ์ และการให้บริการอย่างเป็นธรรม 

Operational Risk 

ภัยธรรมชาติกระทบสำนักงาน สาขา ระบบ IT Call Center และกระบวนการเคลม 

การให้บริการหยุดชะงัก ลูกค้าได้รับผลกระทบในช่วงวิกฤต 

พัฒนา BCP, Crisis Response, Digital Claims และช่องทางบริการ 24 ชั่วโมง 

Climate Opportunity 

ความต้องการประกันภัยภัยธรรมชาติ EV Solar Rooftop พลังงานสะอาด และผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ 

รายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลด Protection Gap 

พัฒนา Green Insurance, Climate Solutions, E-Policy, Climate Advisory และ Inclusive Insurance 

การบูรณาการเข้าสู่กระบวนการธุรกิจ

          บริษัทบูรณาการประเด็นสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการธุรกิจทั้ง Front-End และ Back-End ดังนี้

การพัฒนาผลิตภัณฑ์
          บริษัทนำแนวคิด ESG Integrated Design มาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยพิจารณาทั้งคุณค่าทางธุรกิจและคุณค่าทางสังคม เช่น ประกันรถยนต์ไฟฟ้า ประกัน EV Charger ประกัน Solar Rooftop ประกันภัยทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ E-Policy และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงประกันภัยของประชาชนกลุ่มเปราะบาง

การรับประกันภัย
          บริษัทเพิ่มปัจจัยด้าน ESG และ Climate Risk เข้าไปในกระบวนการประเมินความเสี่ยง เช่น ลูกค้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือไม่ มีแผนป้องกันน้ำท่วมหรือไม่ มีระบบป้องกันอัคคีภัยหรือไม่ มีประวัติ Compliance และแผนฉุกเฉินหรือไม่ การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้บริษัทเข้าใจคุณภาพความเสี่ยงของลูกค้า กำหนดเงื่อนไขรับประกันภัยที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงของพอร์ตประกันภัย

การบริหารสินไหม
          บริษัทพัฒนาแนวทาง Sustainable Claims โดยใช้กระบวนการ Paperless, Remote Survey, Digital Claims และ AI Claims เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการเดินทาง ลดการใช้กระดาษ ลด Carbon Footprint และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการจัดการเคลมในช่วงภัยพิบัติให้รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

การลงทุนอย่างรับผิดชอบ
          บริษัทนำ ESG Factors มาใช้ในการพิจารณาการลงทุน โดยเปลี่ยนจากการพิจารณาเฉพาะ Return และ Risk ไปสู่ Return + Risk + ESG Factors เช่น การพิจารณาว่าบริษัทที่ลงทุนมี Carbon Transition Plan หรือไม่ มี Good Governance หรือไม่ มี ESG Controversy หรือไม่ และมีความเสี่ยงจากธุรกิจคาร์บอนเข้มข้นเพียงใด

3. การบริหารความเสี่ยง

          บริษัทบูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร โดยใช้กระบวนการหลัก 3 ขั้นตอน ได้แก่ การระบุความเสี่ยง การประเมินและจัดลำดับความเสี่ยง และการกำหนดมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยง

3.1 การระบุความเสี่ยง

          บริษัทระบุความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ครอบคลุมความเสี่ยงด้านการรับประกันภัย การลงทุน การดำเนินงาน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ชื่อเสียง และความเสี่ยงอุบัติใหม่ โดยเฉพาะความเสี่ยงทางกายภาพจากภัยธรรมชาติและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

          ตัวอย่างความเสี่ยงที่บริษัทพิจารณา ได้แก่ น้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงสูง พายุและฝนตกหนักที่ทำให้เกิดค่าสินไหมจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ภาษีคาร์บอน ต้นทุนการเปิดเผยข้อมูล ESG ความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนในธุรกิจคาร์บอนเข้มข้น และความสามารถในการให้บริการลูกค้าในภาวะภัยพิบัติ

ความเสี่ยงทางกายภาพ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Physical and Transition Risks)

ความเสี่ยงทางกายภาพ Physical Risk คือ ความเสี่ยงทางกายภาพจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ซึ่งอาจเพิ่มจำนวนการเคลมในพื้นที่เสี่ยงสูง บริษัทจึงปรับกลยุทธ์โดย

  • การปรับการพิจารณารับประกันภัยให้เหมาะสมกับความเสี่ยง เช่น index-based insurance (ประกันพืชผลการเกษตร) หรือการกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นต้น

  • การสร้างแบบจำลองความเสี่ยง (catastrophe model) ครอบคลุมข้อมูล climate change (stress test) และนำผลลัพธ์ที่ได้ใช้ประกอบการทำประกันภัยต่อ (Reinsurance)

  • การขยายบริการเชิงรุกให้กับลูกค้า (climate advisory) เพื่อลดความรุนแรงของเหตุการณ์ เช่น บริการลานจอดรถเพื่อรองรับกรณีน้ำท่วม และการแจ้งเตือนพื้นที่น้ำท่วม

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน Transition Risk คือ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ภาษี และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับคาร์บอน เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล ESG ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจบางกลุ่มมีต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นหรือมีสินทรัพย์เสี่ยงที่อาจสูญเสียมูลค่า จึงพยายามดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้นมากที่สุด เช่น มาตรการลดใช้พลังงานและทรัพยากร จนถึง การปลูกป่าเพื่อชดเชยคาร์บอน

การวิเคราะห์ฉากทัศน์ Scenario Analysis

  • นำสถานการณ์ตามระดับการเพิ่มขึ้นและความแปรปรวนของภัยพิบัติทางธรรมชาติ (รวมทั้งอุณหภูิโลกที่เพิ่มขึ้น เช่น 1.5°C และ 2°C) มาวิเคราะห์

  • วิเคราะห์จากข้อมูลสถิติที่เกิดภัยพิบัติและความเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น ปริมาณน้ำฝน และความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้น

  • การคาดการณ์ในอนาคตในการปรับแก้และบังคับใช้กฎหมายเรื่องก๊าซเรือนกระจกที่ภาครัฐได้ชี้แจงมาใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการประกันภัยและการลงทุนในระยะยาวเพื่อประเมิน

      • ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

      • ผลกระทบต่ออัตราการเคลม และการตั้งสำรองประกันภัย

      • ผลกระทบต่อมูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน

** โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งมาตรฐาน เช่น IPCC และ IEA ประกอบกับแบบจำลองทางเศรษฐกิจและภูมิอากาศ

แนวทางในการจัดการผลกระทบ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลต่อทุกขั้นตอนในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทประกันภัย ตั้งแต่

  • การประเมินความเสี่ยงของลูกค้า (Underwriting)

  • การบริหารความเสี่ยงร่วมกับพันธมิตร (Reinsurer, Broker, คู่ค้า)

  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในกลุ่มที่ใส่ใจความยั่งยืน

  • การกำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่ใส่ใจเรื่อง ESG

บริษัทต้องร่วมมือกับพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานเพื่อปรับตัวในทิศทางเดียวกัน เช่น ส่งเสริมการใช้ข้อมูลภูมิอากาศร่วมกัน และประเมิน ESG ของคู่ค้า

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

ในปี 2568 บริษัทได้จัดทำนโยบาย นโยบายการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Management Policy) ขึ้น เนื่องจาก บริษัทตระหนักถึงความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงและครอบคลุมต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมทั่วโลก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจประกันภัยที่เผชิญกับความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในการดำเนินงาน ความสามารถในการรองรับความเสี่ยง รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้เอาประกันภัยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท

ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นดังกล่าว บริษัทจึงมุ่งมั่นผนวกการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์ และกระบวนการดำเนินงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว พร้อมทั้งสนับสนุนความพยายามระดับโลกในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

บริษัทได้กำหนดเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ครอบคลุมการปล่อยใน Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงปารีสในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้อยู่ในระดับไม่เกิน 1.5–2.0 องศาเซลเซียส ตลอดจนสนับสนุนการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนต่อสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

นโยบายฉบับนี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการกำกับดูแล วางแผน และดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรมทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้บริษัทสามารถก้าวสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

โอกาสทางธุรกิจจาก  Climate Risks 

ความถี่และความรุนแรงของภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม และสภาพอากาศแปรปรวนที่ขึ้นจากภาวะโลกร้อน
ส่งผลโดยตรงต่อการประเมินเบี้ยประกันภัยและสินไหมทดแทน (claims) ของบริษัท
หากไม่มีการปรับตัวอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรและความมั่นคงทางการเงิน

โอกาสที่สำคัญ คือ ประชาชนมีความตระหนักถึงภัยธรรมชาติต่าง ๆ ดังนั้น บริษัทจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งแก่ประชาชนในการบริหารความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สิน

ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตของตลาดประกันภัยสีเขียว (Green Insurance) และความต้องการผลิตภัณฑ์ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น

  • ประกันภัยพลังงานสะอาด

  • ประกันรถยนต์ไฟฟ้า

  • ประกันภัยทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงจาก climate change

  • ศึกษาแนวทางการประกันคาร์บอนเครดิต

จึงเป็นโอกาสให้บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตและความยั่งยืนทางธุรกิจของบริษัท

3.2 การประเมินและจัดลำดับความเสี่ยง

          บริษัทประเมินความเสี่ยงโดยพิจารณา โอกาสเกิด และ ระดับผลกระทบ ในหลายมิติ ได้แก่ ผลกระทบต่อรายได้จากการรับประกันภัย ค่าสินไหม Loss Ratio Combined Ratio เงินกองทุน การประกันภัยต่อ การลงทุน ต้นทุนการดำเนินงาน การให้บริการลูกค้า และชื่อเสียงของบริษัท

มิติที่ประเมิน 

ตัวอย่างประเด็นประเมิน 

การรับประกันภัย 

ความถี่และความรุนแรงของภัยธรรมชาติ ผลต่อ Pricing, Underwriting Guideline และเงื่อนไขความคุ้มครอง 

สินไหมทดแทน 

จำนวนเคลม มูลค่าเคลม ระยะเวลาปิดเคลม และความสามารถในการดูแลลูกค้าในช่วงภัยพิบัติ 

การเงินและเงินกองทุน 

ผลต่อ Loss Ratio, Combined Ratio, การตั้งสำรอง, Capital Adequacy และ Reinsurance Cost 

การลงทุน 

ผลกระทบจาก Transition Risk ต่อสินทรัพย์ลงทุนและธุรกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง 

การดำเนินงาน 

ผลกระทบต่อสำนักงาน สาขา ระบบ IT Call Center คู่ค้า และ Business Continuity 

ลูกค้าและชื่อเสียง 

ความพึงพอใจลูกค้า ความเชื่อมั่น การร้องเรียน และภาพลักษณ์องค์กร 

3.3 เครื่องมือและมาตรการบริหารความเสี่ยง 

          บริษัทใช้เครื่องมือและมาตรการหลายรูปแบบเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ 

เครื่องมือ / มาตรการ 

การนำไปใช้ 

Flood Risk Mapping 

วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมเพื่อประกอบการรับประกันภัยและการบริหารพอร์ต 

Catastrophe Model 

ประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติและผลกระทบต่อพอร์ตประกันภัย 

Stress Test 

ทดสอบผลกระทบในสถานการณ์รุนแรงต่อค่าสินไหม เงินกองทุน และความสามารถในการดำเนินธุรกิจ 

Climate Scenario Analysis 

วิเคราะห์ผลกระทบภายใต้สถานการณ์ 1.5°C, 2°C และกรณีภัยธรรมชาติรุนแรง โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งมาตรฐานและข้อมูลภัยพิบัติในอดีต  

Reinsurance / Excess of Loss 

จำกัดความเสียหายจากเหตุการณ์ภัยพิบัติขนาดใหญ่ให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ 

Property Risk Survey 

สำรวจภัยก่อนรับประกันภัย ประเมินความเสี่ยงสถานประกอบการ PML / EML ประวัติความเสียหาย และให้ข้อเสนอแนะปรับปรุงความเสี่ยง  

Risk Improvement Report 

แนะนำลูกค้าเรื่องระบบป้องกันอัคคีภัย การตรวจระบบไฟฟ้า Thermoscan, Hot Work Permit, การจัดการสารไวไฟ และแผนฉุกเฉิน 

Business Continuity Plan 

เตรียมความพร้อมสำนักงาน สาขา ระบบ IT และช่องทางบริการลูกค้าในภาวะภัยพิบัติ 

Climate Advisory 

ให้คำแนะนำลูกค้าเรื่องความเสี่ยงน้ำท่วม การป้องกันความเสียหาย บริการแจ้งเตือน และบริการช่วยเหลือในพื้นที่น้ำท่วม 

 

3.4 การวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ

          บริษัทนำการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลกระทบระยะกลางและระยะยาวต่อพอร์ตประกันภัยและพอร์ตลงทุน โดยพิจารณาระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก เช่น 1.5°C และ 2°C รวมถึงข้อมูลภัยพิบัติในอดีต เช่น ปริมาณน้ำฝนและความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อประเมินผลกระทบต่อความเสี่ยงภัยธรรมชาติ อัตราการเคลม การตั้งสำรองเบี้ยประกันภัย และมูลค่าสินทรัพย์ลงทุน

4.ตัวชี้วัดและเป้าหมาย

          บริษัทกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลการดำเนินงาน และยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง 

4.1 เป้าหมายสำคัญ 

ประเด็น 

เป้าหมาย 

Carbon Neutrality 

ภายในปี ค.ศ. 2030 

Net Zero 

ภายในปี ค.ศ. 2050 

การลดก๊าซเรือนกระจก 

ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5% เทียบกับปีฐาน 

การลดการใช้น้ำมัน 

ลดการใช้น้ำมันเบนซิน 5% และน้ำมันดีเซล 2% เมื่อเทียบกับปีฐาน 

การลดการใช้น้ำ 

ลดการใช้น้ำ 5% เมื่อเทียบกับปีฐาน 

การจัดการขยะ 

เพิ่มปริมาณขยะที่นำมารีไซเคิลไม่น้อยกว่า 500 กิโลกรัม 

ผลิตภัณฑ์ Climate Solutions 

ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประกันภัยด้านพลังงานสะอาดและ Climate Solutions ไม่น้อยกว่า 10,000 กรมธรรม์ 

Responsible Investment 

ส่งเสริมการลงทุนในสินทรัพย์ที่ผ่านเกณฑ์ ESG ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 

E-Policy 

ส่งเสริมการออกกรมธรรม์รูปแบบ E-Policy ไม่น้อยกว่า 20,000 กรมธรรม์ 

4.2 ผลการดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก 

ตัวชี้วัด 

หน่วย 

ปี 2567 

ปี 2568 

การเปลี่ยนแปลง 

Scope 1 

tCO2e 

759.00 

613.12 

-19.22% 

Scope 2 

tCO2e 

1,402.00 

1,207.57 

-13.70% 

Scope 3 

tCO2e 

222.31 

232.92 

+4.56% 

รวม Scope 1+2+3 

tCO2e 

2,383.31 

2,053.61 

-13.30% 

          บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมในปี 2568 ลง 13.30% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญใน Scope 1 และ Scope 2 สะท้อนผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการใช้เชื้อเพลิงบางประเภท และการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน

4.3 ผลการบริหารจัดการพลังงาน น้ำ และทรัพยากร 

ตัวชี้วัด 

หน่วย 

ปี 2566 

ปี 2567 

ปี 2568 

การเปลี่ยนแปลงปี 2568 

ไฟฟ้าที่ซื้อจากโครงข่าย 

kWh 

2,783,846 

2,771,903 

2,415,616 

-12.85% 

ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 

kWh 

13,027.17 

18,560.37 

64,835.11 

+71.31% 

ไฟฟ้ารวม 

kWh 

2,796,873.17 

2,790,463.37 

2,480,451.11 

-11.11% 

การใช้น้ำรวม 

 

17,163 

15,993 

13,360 

-16.46% 

ขยะและของเสียที่นำไปใช้ซ้ำ / รีไซเคิล 

kg 

6,128.71 

4,146.00 

9,002.40 

+53.95% 

การใช้กระดาษในสำนักงาน 

รีม 

61,150 

39,915 

42,250 

+5.85%

          บริษัทดำเนินมาตรการสำคัญเพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ การติดตั้ง Solar Cell การเปลี่ยนหลอดไฟเป็นLED การเปลี่ยนหรือปรับปรุงเครื่องทำความเย็น การติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่น น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน กระดาษ ขยะ และของเสีย 
          การวางแผนเปลี่ยนรถยนต์ส่วนกลางและรถยนต์ผู้บริหารเป็นรถพลังงานทางเลือกในอนาคต เช่น การสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับพนักงานสำรวจภัย 

4.4 ผลิตภัณฑ์และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ 

ตัวชี้วัด 

ผลการดำเนินงาน 

ผลิตภัณฑ์ ESG รวม 

25,791 กรมธรรม์ 

ผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม 

10,516 กรมธรรม์ 

เบี้ยประกันภัยจากผลิตภัณฑ์ ESG 

478.1 ล้านบาท 

ค่าสินไหมจากผลิตภัณฑ์ ESG 

287.9 ล้านบาท 

ผลิตภัณฑ์ Green Insurance / Climate Solutions 

7,247 กรมธรรม์ 

E-Policy 

27,990 กรมธรรม์ 

พอร์ตตราสารหนี้ที่ผ่านเกณฑ์ ESG 

90.11% 

พอร์ตหุ้นจดทะเบียนที่ผ่านเกณฑ์ ESG 

87.33% 

          บริษัทจะพัฒนาตัวชี้วัดด้าน Climate Risk เพิ่มเติม เช่น จำนวนสถานประกอบการที่ได้รับการสำรวจภัยก่อนรับประกันภัย จำนวนรายงาน Risk Assessment และ Risk Improvement จำนวนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ได้รับการประเมิน จำนวนกรมธรรม์ที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติ Loss Ratio จากภัยธรรมชาติ และสัดส่วนพอร์ตลงทุนที่มีความเสี่ยงจากธุรกิจคาร์บอนเข้มข้น เพื่อให้การบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศมีความแม่นยำและเชื่อมโยงกับผลกระทบทางการเงินมากขึ้น 

การบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
(Carbon Footprint of Organization: CFO)

     บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทจึงได้จัดทำการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization: CFO) อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดเป้าหมาย ลดผลกระทบ และยกระดับการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและนโยบายภาครัฐ

     บริษัทได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลและทวนสอบครั้งแรกใน 2567 และดำเนินการต่อเนื่อง ในปี  2568 บริษัทได้จัดเก็บข้อมูลและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยใช้แนวทางการควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control) ครอบคลุมกิจกรรมของสำนักงานใหญ่ทุกอาคารตลอดรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568  และจะดำเนินการทวนสอบตามรอบในช่วง ไตรมาส 2-3 ของปี 2569 นี้ ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวได้รับการทวนสอบโดยหน่วยงานอิสระภายนอกในระดับการรับรองแบบจำกัด (Limited Assurance) และกำหนดระดับความมีสาระสำคัญ (Materiality Threshold) ที่ร้อยละ 5 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่เปิดเผยต่อผู้มีส่วนได้เสีย

     โดยในปี 2568 ผลการประเมินพบว่า บริษัทมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขอบเขตการดำเนินงานประเภทที่ 1 (Scope 1) จำนวน 613.12 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบปั๊มน้ำดับเพลิง การใช้ยานพาหนะขององค์กร รวมถึงการรั่วไหลของสารทำความเย็นและสารดับเพลิง แต่มีปริมาณลดลงจากปี 2567 เนื่องจากผลของมาตรการต่างๆของบริษัท ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขอบเขตประเภทที่ 2 (Scope 2) ซึ่งเกิดจากการใช้พลังงานไฟฟ้า มีปริมาณ 1,207.57 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งลดลงจากปี 2567 เนื่องจากผลของมาตรการต่างๆของบริษัทเช่นกัน  ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมขององค์กรในปีรายงาน (Scope 1 และ 2) อยู่ที่ 1,820.69 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

     โครงสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวสะท้อนลักษณะของธุรกิจประกันภัย ซึ่งไม่มีการปล่อยจากกระบวนการผลิต แต่มีการพึ่งพาการใช้พลังงานไฟฟ้าในการดำเนินงานสำนักงานเป็นหลัก บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยลดการใช้ทรัพยากร เพื่อควบคุมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

     สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตประเภทที่ 3 (Scope 3) บริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการบริหารจัดการขั้นเริ่มต้น โดยในปี 2568 ได้รายงานการปล่อยในขอบเขตดังกล่าวเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กร โดยมีปริมาณ 232.92 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  ทั้งนี้ บริษัทตระหนักดีว่า Scope 3 โดยเฉพาะการปล่อยที่เกี่ยวข้องกับการรับประกันภัยและการลงทุน มีนัยสำคัญต่อธุรกิจในระยะยาว บริษัทจึงมีแผนพัฒนาแนวทางการประเมินและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อรองรับการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล อาทิ IFRS S2 และข้อกำหนดด้านกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจมีผลบังคับใช้ในอนาคต

     การจัดทำ CFO ไม่เพียงเป็นการรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการกำหนดกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม การวางเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการขับเคลื่อนองค์กรสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทมุ่งมั่นที่จะใช้ข้อมูล CFO เป็นฐานในการพัฒนาแผนงานด้าน Climate Change อย่างเป็นระบบ สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

การทวนสอบโดยบุคคลที่สาม (Third-Party Verification)

  • ผู้ทวนสอบ: Bureau Veritas Certification (Thailand)

  • ผลการทวนสอบ:

    • ไม่พบ Material Misstatement (>5%)

    • NC 2 ประเด็น และ MS 1 ประเด็น → แก้ไขและปิดครบถ้วน

    • ยืนยันความถูกต้องของตัวเลข CFO ตามเกณฑ์ อบก.

การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency)

ความสำคัญต่อองค์กร

การบริหารจัดการพลังงาน น้ำ และของเสีย เป็นส่วนสำคัญของการลดต้นทุน ลดความเสี่ยงจากการบริโภคทรัพยากรเกินจำเป็น และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของบริษัท การส่งเสริมพฤติกรรมพนักงานจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดการพลังงาน (Energy Management)

ในปี 2568 บริษัทดำเนินมาตรการด้านการจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดการใช้ไฟฟ้าภายในสำนักงานและสร้างพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าในหมู่พนักงาน บริษัทได้ดำเนินการสื่อสารผ่านแคมเปญรณรงค์ภายใน เช่น “ปิดสวิตช์”, “ปิดไฟช่วงพักกลางวัน และเมื่อไม่ใช้งาน”, และ “ถอดปลั๊กก่อนกลับบ้าน” เพื่อปลูกฝังวินัยด้านการประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวันของพนักงานทุกระดับ

นอกจากนี้ ยังมีการจัด แคมเปญประหยัดไฟในช่วงเทศกาล เช่น สงกรานต์และปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่พนักงานส่วนใหญ่ลางาน ทำให้เกิดช่องว่างในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า บริษัทจึงจัดทีมตรวจสอบก่อนปิดอาคารและประชาสัมพันธ์ให้ทุกหน่วยงานปิดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น เพื่อป้องกันการใช้พลังงานโดยเปล่าประโยชน์

บริษัทได้กำหนด มาตรฐานการตั้งอุณหภูมิแอร์ที่เหมาะสมระหว่าง 25–27°C ตามหลักเกณฑ์ของภาครัฐ พร้อมติดป้ายเตือนประจำจุด เพื่อให้เกิดความสอดคล้องและลดภาระการทำงานของระบบทำความเย็น นอกจากนี้ยังส่งเสริมการใช้ แสงธรรมชาติร่วมกับไฟประดิษฐ์ โดยปรับแต่งพื้นที่ทำงานให้รับแสงจากภายนอกมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าในช่วงกลางวัน

มาตรการเหล่านี้ช่วยให้บริษัทสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยยังคงรักษาคุณภาพสภาพแวดล้อมในสำนักงานให้เหมาะสมต่อการทำงาน

การจัดการน้ำ (Water Management)

บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดความสูญเสียและสนับสนุนการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน จึงได้ดำเนินการ สำรวจและซ่อมแซมจุดรั่วไหลในระบบประปาอย่างสม่ำเสมอ โดยจัดทำแผนตรวจตราอาคารประจำเดือน และประสานงานกับทีมซ่อมบำรุงเพื่อแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

ในด้านการสร้างความรู้แก่บุคลากร บริษัทได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อ ให้ความรู้พนักงานเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เช่น การปิดก๊อกทุกครั้งหลังใช้งาน การหลีกเลี่ยงการเปิดน้ำทิ้งโดยไม่จำเป็น พร้อมทั้งติดตั้งป้ายเตือนในพื้นที่ใช้น้ำ เพื่อกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน

บริษัทยังดำเนิน แคมเปญรณรงค์ลดการใช้น้ำในห้องน้ำ โดยสื่อสารให้พนักงานใช้ชักโครกอย่างเหมาะสม เช่น “กดชักโครก 1 ครั้งต่อการใช้งาน 1 ครั้ง” เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำอย่างไม่จำเป็น ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยลดปริมาณน้ำใช้ในอาคารสำนักงานอย่างมีประสิทธิผล

เคารพและการปฏิบัติตามกฎหมาย

นอกเหนือจากการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าแล้ว บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการน้ำทิ้งและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งตามหลักวิศวกรรมและข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำที่ปล่อยออกจากอาคารสำนักงานจะไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือระบบนิเวศโดยรอบ

บริษัทได้บริหารจัดการน้ำทิ้งผ่าน ระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้รับการดูแลและบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบเป็นประจำ รวมถึงการล้างทำความสะอาดถังบำบัด การควบคุมอัตราการไหลของน้ำเข้า-ออก และการจัดการสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการบำบัด เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพและลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการใช้น้ำปริมาณมากจากกิจกรรมภายในอาคาร

สำหรับการกำกับคุณภาพน้ำ บริษัทดำเนินการ ตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งอย่างสม่ำเสมอ โดยส่งตัวอย่างน้ำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ตรวจค่าต่าง ๆ ได้แก่ pH, BOD, COD, SS และค่ามาตรฐานอื่น ๆ ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลการตรวจสอบทั้งหมดถูกจัดทำรายงานและนำเสนอให้ฝ่ายสิ่งแวดล้อมรวมถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดการปล่อยน้ำเสียที่ไม่ผ่านมาตรฐาน

ด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย บริษัทให้ความสำคัญต่อข้อกำหนดทุกประการของกฎหมายที่เกี่ยวกับน้ำเสียและคุณภาพสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข, พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, รวมถึงข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านควบคุมน้ำเสีย บริษัทจัดเก็บเอกสาร ผลตรวจ และหลักฐานประกอบทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ พร้อมจัดทำระบบบันทึกข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างโปร่งใส

การจัดการขยะและของเสีย Waste Management

บริษัทให้ความสำคัญต่อการลดปริมาณขยะและของเสียจากการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยมีการดำเนินงานครอบคลุมทั้งการลดการใช้ การใช้ซ้ำ และการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ

เป้าหมายการดำเนินงาน

  • เพิ่มสัดส่วนปริมาณขยะรีไซเคิล

  • ลดปริมาณการใช้กระดาษ
 
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะและของเสียอย่างยั่งยืน

บริษัทเริ่มต้นจากการจัดเก็บข้อมูลปริมาณขยะและของเสียที่เกิดขึ้นภายในสำนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์แนวโน้ม กำหนดมาตรการลดขยะ และเพิ่มสัดส่วนขยะรีไซเคิลให้สูงขึ้น

บริษัทได้จัดตั้งจุดคัดแยกขยะรีไซเคิลในสำนักงานใหญ่และสาขาครอบคลุมประเภทขยะสำคัญ เช่น

  • ขยะทั่วไป

  • ขยะรีไซเคิล

  • ขยะอินทีย์ หรือขยะเศษอาหาร

  • ขยะอิเล็กทรอนิค

การจัดการขยะอย่างเป็นระบบนี้ช่วยเพิ่มอัตราการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด และสนับสนุนเป้าหมายองค์กรในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ดำเนินการคัดแยก และส่งข้อมูลขยะให้กับโครงการ “เมืองไทย ไร้ขยะ” เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางด้านการจัดการขยะขององค์กร และออกมาตรการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ บริษัทยังริเริ่มกิจกรรมสร้างคุณค่าเพิ่มจากของใช้แล้ว เช่น กิจกรรมบริจาคฉลากกินแบ่งที่ไม่ถูกรางวัล เพื่อทำดอกไม้จันทร์ โครงการบริจาคขยะอิเล็กทรอนิค เพื่อนำไปแปลรูปและกำจัดอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นการส่งเสริมแนวคิดการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

และเพิ่มจุดตั้งถังขยะแบบแยกประเภทในสำนักงานและสาขาใหญ่จำนวน 4 จุด ได้แก่

    1. หน้าศูนย์บริการลูกค้า สำนักงานใหญ่

    2. กลุ่มพัฒนาธุรกิจ

    3. ชั้น 2–4 อาคารสำนักงานใหญ่

    4. บริเวร ชั้น 1 อาคาร 4

การลดการใช้กระดาษ และการใช้ซ้ำ (Paper Reduction & Reuse)

เพื่อสนับสนุนการลดปริมาณขยะและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ บริษัทได้ดำเนินโครงการ REUSE กระดาษ A4 หน้า 2 ซึ่งเปิดให้พนักงานนำกระดาษที่ยังสามารถใช้งานได้มาใช้ซ้ำในงานเอกสารภายในองค์กร ช่วยลดปริมาณการสั่งซื้อกระดาษใหม่ และลดขยะกระดาษที่ต้องจัดการลงอย่างมีนัยสำคัญ

มาตรการลดการใช้กระดาษเช็ดมือในห้องน้ำ
จัดทำสื่อรณรงค์ “#ลดการตัดต้นไม้” เพื่อให้พนักงานตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทดลองใช้เครื่องเป่ามือในบางพื้นที่เพื่อลดการใช้วัสดุสิ้นเปลือง

มาตรการส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (Paperless Operations)

บริษัทขับเคลื่อนนโยบาย Paperless อย่างจริงจัง โดยขยายการใช้งานระบบงานอิเล็กทรอนิกส์ เช่น

  • E-Policy (กรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์)

  • E-Document (งานเอกสารภายใน)

  • E-Receipt (ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์)

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลนี้ช่วยลดความต้องการใช้กระดาษในกระบวนการทำงานลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความสะดวก และความรวดเร็วในการให้บริการลูกค้า ลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งเอกสาร

ผลิตภัณฑ์ประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อม และการลงทุนอย่างรับผิดชอบ
(Green Insurance & Responsible Investment)

ความสำคัญต่อองค์กร

        บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับ ผลิตภัณฑ์และบริการประกันภัยที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตระหนักถึงบทบาทของธุรกิจประกันภัยในการบริหารความเสี่ยง ลดความเปราะบางของภาคเศรษฐกิจและสังคมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการปรับตัวของลูกค้าในระยะยาว บริษัทมุ่งเน้นการออกแบบความคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ พลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า การป้องกันและฟื้นฟูความเสียหายหลังเกิดภัยพิบัติ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างรอบด้าน เพื่อให้การประกันภัยเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของประเทศ

        ควบคู่กันนี้ บริษัทดำเนินการบริหารเงินลงทุนภายใต้หลัก การลงทุนอย่างรับผิดชอบ (Responsible Investment) โดยผนวกประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ากับกระบวนการตัดสินใจลงทุนอย่างเป็นระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือจำกัดความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ และในขณะเดียวกัน สนับสนุนการลงทุนในกิจการที่มีแนวปฏิบัติด้าน ESG ที่เหมาะสม มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี และสามารถสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

        ในด้าน ขอบเขตการดำเนินงาน บริษัทครอบคลุมการบริหารจัดการทั้งในฝั่งธุรกิจประกันภัยและฝั่งการลงทุนอย่างครบวงจร สำหรับฝั่งประกันภัย บริษัทให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัย เงื่อนไขความคุ้มครอง โครงสร้างราคา และกระบวนการรับประกันภัย (Underwriting) ให้สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งสนับสนุนกิจกรรมสีเขียว ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่แนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้น

        สำหรับฝั่งการลงทุน บริษัทดำเนินการตามหลัก Responsible Investment ตั้งแต่กระบวนการคัดกรองก่อนการลงทุน การติดตามและประเมินผลหลังการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสื่อสารและมีส่วนร่วมกับผู้ออกหลักทรัพย์หรือผู้จัดการกองทุน (Engagement) ในประเด็นด้าน ESG ที่มีนัยสำคัญ เพื่อยกระดับคุณภาพของพอร์ตการลงทุน ลดความเสี่ยงระยะยาว และสนับสนุนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนอย่างยั่งยืน

เป้าหมาย
  • เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ประกันภัยสนับที่สนุนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ประกันภัยรถยนต์ EV ประกันภัย solar cell

  • ส่งเสริมการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีเกณฑ์ ESG และลดสัดส่วนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

การดำเนินงาน 

        บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการขับเคลื่อนประเด็น ผลิตภัณฑ์ประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อมและการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (Green Insurance & Responsible Investment) อย่างเป็นระบบตลอดทั้งปี โดยมุ่งเน้นให้การดำเนินงานสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว

        ในขั้นตอนแรก บริษัทให้ความสำคัญกับการ สำรวจและวิเคราะห์ความต้องการของตลาดและลูกค้า โดยอาศัยข้อมูลแนวโน้มความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติ รวมถึงโอกาสจากการเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียว ข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาประกอบการพิจารณาเชิงกลยุทธ์ เพื่อทำความเข้าใจลักษณะความเสี่ยงที่ลูกค้าเผชิญจริงในแต่ละกลุ่มธุรกิจและแต่ละพื้นที่ ตลอดจนระบุช่องว่างของการคุ้มครอง (Protection Gap) ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการประกันภัยที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์

        จากนั้น บริษัทดำเนินการ พัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ประกันภัยและความคุ้มครอง ให้มีความสอดคล้องทั้งในมิติของการบริหารความเสี่ยง ความคุ้มครองที่เพียงพอ และความสามารถในการรับประกันภัยของบริษัท โดยบูรณาการมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ในกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดเงื่อนไขการรับประกันภัยที่เหมาะสมกับลักษณะความเสี่ยง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองลูกค้า ความมั่นคงทางการเงินของบริษัท และการสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

        ในด้านการขยายผลสู่ตลาด บริษัทให้ความสำคัญกับการ สื่อสารและสร้างการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านช่องทางการขายและเครือข่ายพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่การนำเสนอผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ลูกค้าเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง การป้องกันความเสียหาย และการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสริมสร้างการตัดสินใจอย่างรอบคอบและเพิ่มคุณค่าของการประกันภัยในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยงระยะยาว

        ควบคู่กันนี้ บริษัทดำเนินการ ลงทุนอย่างรับผิดชอบ (Responsible Investment) โดยผนวกหลักการ ESG เข้ากับกระบวนการคัดเลือกและบริหารเงินลงทุน มีการกำหนดเกณฑ์การพิจารณาและการคัดกรองการลงทุนอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งทบทวนและติดตามความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลในพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ผลการติดตามดังกล่าวถูกรายงานต่อฝ่ายกำกับดูแลและผู้บริหาร เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและปรับทิศทางการลงทุนให้สอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืนของบริษัท

        สุดท้าย บริษัทให้ความสำคัญกับการ ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการกำหนดและวัดผลตามตัวชี้วัด (KPIs) การทบทวนประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์และแนวทางการลงทุน รวมถึงการประเมินความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ความถี่ของภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงกายภาพ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ข้อมูลจากการติดตามผลถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บริษัทสามารถตอบสนองต่อความท้าทายด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าในระยะยาวแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

นโยบายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

แนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ
1. การกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในกระบวนการปฏิบัติงาน
1) มีการกำหนดเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
2) มีการกำหนดให้มีการทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติ
3) มีการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยให้ความสำคัญกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
4) มีการกำหนดเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม

2. การส่งเสริมเพื่อสร้างความรู้ ความตระหนักและการปฏิบัติเรื่องสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งองค์กร
1) มีการมอบหมายให้หน่วยงาน บุคคล คณะทำงานรับผิดชอบงานด้านสิ่งแวดล้อม
2) มีการสื่อสารนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ แก่บุคลากร คู่ค้าและลูกค้าของบริษัทฯ สม่ำเสมอ
3) จัดให้มีโครงการ แผนงาน กิจกรรม ที่ส่งเสริมให้พนักงานตระหนักและมีส่วนร่วมในการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

3. การติดตามการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม
1) มีการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและการวัดผลในการลดการใช้ทรัพยากร เช่น พลังงาน (ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ) น้ำ กระดาษ และวัสดุสิ้นเปลือง
2) มีการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและการวัดผลในการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนด้วยการลดการใช้ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reduce, Reuse และ Recycle)
3) มีการรายงานผลการดำเนินงานของโครงการ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่พนักงานได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ

4. การมีส่วนช่วยสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมในฐานะบริษัทประกันภัย
1) มีการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ส่งเสริมและสนับสนุนในด้านสิ่งแวดล้อม
2) มีการพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าทางธุรกิจในการจัดหาสินค้าและบริการของบริษัท ที่ให้ความสำคัญต่อปัจจัยการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

water drop with house in it, in the style of light green and dark azure, detailed world-building, vibrant worlds, minolta riva mini, ethical concerns, industrial materials, associated press photo --ar 3:2 --style raw --stylize 500 --v 6 Job ID: b3ad3e52-dfcd-4b97-ad93-bd10ded8ad77